ตำนานของ กาล หรือ เกียรติมุข

kal11

กาล หรือ เกียรติมุข หลายคนมักอาจสับสนกับราหู แท้ที่จริงแล้วหน้ากาล มีตำนานที่เป็นผู้ปราบราหู เรื่องราวของกาลเกิดขึ้นในเรื่องเล่าฮินดูจากวัฒนธรรมขอมมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีอสูรที่มีฤทธิ์มากชือชลันธร (หรือชลันฮา) ซึ่งเกิดจากไฟของพระศิวะ มีนิสัยระรานไปทั้งสามโลก จึงสมคบกับราหูว่าอยากได้นางปารวดี(ชายาพระศิวะ)มาเป็นชายาของตน จึงส่งราหูไปขอพระศิวะแบบไม่เกรงใจ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระศิวะโกรธมาก จนมีอสูรกายหน้าตาน่ากลัวมีนามว่า “กาล” เกิดขึ้นมาจากความโกรธของพระองค์ และตรงเข้าจะกินราหู ราหูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบขอขมาด้วยความหวาดกลัว พระศิวะจึงสั่งให้กาลหยุดเสียก่อน และไว้ชีวิตราหู

เจ้ากาลเมื่อหยุดไล่ล่าราหูก็เริ่มหันมากัดกินตัวเองด้วยความโกรธและหิว 
จนเหลือแต่เพียงใบหน้าและแขน พระศิวะเห็นดังนั้นก็คำนึงว่า ความโกรธนั้นเป็นสิ่งน่ากลัวที่ทำลายทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวของมันเอง พระองค์จึงแต่งตั้งหน้ากาลให้นามใหม่ว่าเกียรติมุข ซึ่งหมายถึงหน้าอันมีเกียรติ คอยทำหน้าที่เฝ้าซุ้มประตูวิหาร ภายหลังจากเหตุการณ์นั้นพระศิวะก็สามารถ
ปราบอสูรชลันธรได้สำเร็จ 

นอกตากนี้ยังมีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับเกียรติมุขในมุมมองของศาสนาพุทธ ที่หมายถึง เวลา ที่กินทุกสิ่ง เพื่อเตือนให้มนุษย์ได้ลงมือทำวันนี้ให้ดีที่สุด 

การทำสิ่งใดด้วยอารมณ์โทสะแม้นจะมีอำนาจดูดุดัน แต่มันก็กัดกินตัวของมันเองเช่นกัน 

 

Nine of Discs

IMAG0002

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมที่เขาคิชฌชกูฏ การแสดงธรรมครั้งนั้นเป็นที่แปลกประหลาดกว่าครั้งอื่นใด ทรงไม่กล่าววาจาใดๆ ทั้งสิ้น ได้แต่เพียงชูดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมา สร้างความฉงนแก่พระที่มาฟังธรรมเป็นอันมาก มีเพียงแต่พระมหากัสสปะรูปเดียวเท่านั้นที่ยิ้ม พระมหากัสสปะเข้าการแสดงธรรมในครั้งนั้น นั่นคือความไม่มีอะไรเลย (ในหนังสือใช้คำว่า beginning of Zen – the no-mind not-thinks no-thoughts about no-thing)

(ความคิดเห็นส่วนตัว) ขณะที่ทรงแสดงธรรมครั้งนั้นเป็นเวลาร่วม 45 ปีหลังจากตรัสรู้ เลข 45 = 9 x 5 ให้ความหมายนัยหนึ่งของพระเกตุและ พระพฤหัสบดี

Keyword:

Upright: Gratitude, luxury, self-sufficiency, culmination, self-confidence, individual achievement, security, solitude

Reversed: Over-investment in work, financial setbacks, not following through, dissatisfaction, looking for external praise

พระพฤหัสบดี (Brihaspati)

คัดลอกมาจากเรื่องราวของเทพนพเคราะห์ทั้ง 9 ในวิหารสมเด็จย่า ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ทั้งในแง่โหราศาสตร์และศาสนา

pbaah139_brihaspati_navagraha_the_nine_planet

พระพฤหัสท่านเป็นเทพนพเคราะห์ซึ่งมีฐานะเป็นเทพแห่งปัญญา  อันมีสัญลักษณ์แทนตัวเองด้วยเลข ๕ และท่านมีความศรัทธาในพระพุทธรูปปางสมาธิครับ

ลักษณะเด่นของพระพฤหัสก็คือการที่ท่านเป็นเทพแห่งปัญญาและเป็นอาจารย์ของเหล่าเทวดาทั้งหลาย  ภาษาโหรจึงเรียกท่านว่า “ ครู ” เพราะท่านเป็นครูของเหล่าเทพและผู้ปฏิบัติดีปฏิบิชอบทั้งหลายนั่นเอง  ศิษย์เอกของพระพฤหัสซึ่งพระพฤหัสรักราวกับเป็นลูกในอุทรแท้ๆคือพระอาทิตย์  (ตามคำโหรว่า “ อาทิตย์มิตรกับครู ” ) ส่วนโอรสของพระพฤหัสเองนั้นชื่อ “ พระกจะ ”ซึ่งผู้คนไม่ค่อยจะรู้จักเทพบุตรองค์นี้เท่าใดนัก  ทั้งๆที่จริงๆแล้ว  พระกจะเป็นเทวดาที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับฝ่ายเทพ  เพราะในขณะที่ฝ่ายเทพเทวดามีพระพฤหัสเป็นอาจารย์นั้น  เหล่าอสูรก็มีพระศุกร์เป็นอาจารย์เช่นกัน  ซึ่งพระศุกร์เองก็ทรงภูมิปัญญาและสรรพวิชาอันไม่ด้อยไปกว่าพระพฤหัสเลย  และทุกครั้งที่เกิด “ เทวาสูรสงคราม ” (สงครามระหว่างเทพกับอสูร) พระศุกร์ก็จะไปช่วยเหล่าอสูร  เหมือนกับที่พระพฤหัสมาช่วยเหล่าเทพทุกครั้งไป ซึ่งฝ่ายเทพก็เสียเปรียบพอควรเพราะอาจารย์ของทางฝ่ายอสูรคือพระศุกร์นั้น ท่านมี “ มหาเวทสัญชีวนี ” อันเป็นมนต์วิเศษที่สามารถชุบชีวิตผู้ซึ่งตายก่อนเวลาทั้งหลายให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้

ดังนั้นเมื่อเหล่าเทพสังหารพญาอสูรใหญ่ๆได้  หากเหล่าไพร่พลอสูรกันศพเจ้านายกลับไปในวังหรือฐานทัพของตนได้สำเร็จ  พระศุกร์ก็จะชุบชีวิตแม่ทัพอสูรหรือพญาอสูรนั้นให้กลับมารบกับพวกเทพได้ใหม่อีก  ดังเช่นสมัยเมื่อครั้งตอนกวนเกษียรสมุทรเสร็จใหม่ๆ  หลังจากที่เหล่าอสูรทราบแล้วว่าถูกพวกเทพหลอกใช้  จอมอสูรพลี (ท้าวกรุงพาลี) หลานชายของท้าวหิรัญยกศิปุ (พญายักษ์ที่ได้พรจากพระพรหม ไม่ให้ตายด้วยศาสตราวุธใดๆ ไม่ให้ตายด้วยฝีมือ เทวดา มนุษย์ อสูร และสัตว์ใดๆ ไม่ให้ตายในเรือนและนอกเรือน ไม่ให้ตายในเวลากลางวันและกลางคืน  ซึ่งภายหลังถูกพระนารายณ์ที่อวตารเป็นนรสิงห์สังหารด้วยกรงเล็บกรดในเวลาโพล้เพล้ ณ ระหว่างทางเข้าปราสาทของตนเอง) ซึ่งเป็น 1 ในผู้นำของเหล่าอสูรในขณะนั้น  จึงคุมพลอสูรทั้งหมดรบกับเทวดาเพื่อชิงน้ำอมฤต  แต่ก็ไม่อาจสู้กับพวกเทวดาที่กลายเป็นอมร (อมตะ) ไปด้วยอานุภาพน้ำอมฤตได้  ท้าวพลีจึงถูกสังหารในที่รบ  แต่เหล่าอสูรสามารถกันพระศพกลับไปเมืองได้  พระศุกร์จึงชุบชีวิตท้าวพลีกลับขึ้นมาใหม่  และให้คณะพราหมณ์ทำยัญพิธีเพิ่มพลังให้ท้าวพลีจนมีฤทธิ์มากกว่าเหล่าเทพที่ดื่มน้ำอมฤตเข้าไปเสียอีก  ท้าวพลีจึงสามารถยึดทั้งแดนสวรรค์และแดนมนุษย์ไว้ได้อย่างง่ายดาย  ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องอวตารเป็นพราหมณ์ร่างเล็กชื่อวามนาพราหมณ์มาปราบพยศและไถ่แดนสวรรค์และแดนมนุษย์คืนจากท้าวพลี

โดยเหตุดังกล่าว มหิทธานุภาพของมหาเวทสัญชีวนีจึงเป็นปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายเทพหนักใจยิ่งนัก  เพราะแม้ว่าพวกตนจะเป็นอมรจากอานุภาพน้ำอมฤตแล้ว  แต่หากฝ่ายอสูรยังมีวิชานี้อยู่ฝ่ายเทพก็ดูเหมือนเสียเปรียบ  เพราะถึงจะสังหารอสูรไปได้เป็นร้อยเป็นพัน  อสูรเหล่านั้นก็อาจจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก  หากศพของพวกมันถูกนำไปให้พระศุกร์ชุบชีวิตกลับมา   อีกทั้งเหล่าเทพรุ่นต่อๆไปที่เกิดขึ้นมาใหม่หลังการกวนเกษียรสมุทรก็ไม่ได้ดื่มน้ำอมฤต  จึงมิได้มีสภาพเป็นอมร  พระพฤหัสเทพจึงดำริว่า  “ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป  สักวันฝ่ายเทพคงได้ปราชัยฝ่ายอสูรและเสียแดนสวรรค์กับทั้งโลกมนุษย์ให้กับพวกอสูรอีกเป็นแน่  ถ้าปล่อยให้อสูรมีอภิสิทธิ์ในการคืนชีพได้เรื่อยๆแบบนี้ต่อไป… ”

พระองค์จึงคิดที่จะให้เหล่าเทพได้รับการช่วยเหลือจากมหาเวทสัญชีวนีบ้าง   แต่การที่จะไปเอามนต์สัญชีวนีมาจากพระศุกร์เทพซึ่งอยู่ท่ามกลางเหล่าอสูรมากมาย  ก็ไม่ต่างอะไรจากแมงเม่าที่บินเข้าไปตายในกองไฟ  หรือ คนโง่ที่ว่ายน้ำเข้าหาจระเข้   ดังนั้นการจะทำการใหญ่ทำนอง “ เข้าถ้ำเสือ เพื่อเอาลูกเสือ ” เช่นนี้  จึงต้องไตร่ตรองให้รอบคอบอย่างถึงที่สุด  และแล้วพระพฤหัสผู้ซึ่งเป็นเลิศในทางปัญญาก็เห็นช่องทาง (สมเป็นเทพแห่งปัญญา)  เมื่อนึกขึ้นได้ว่า  พระศุกร์เทพมีธิดาองค์หนึ่งนามว่า “เทวยานี ” และตนเองก็มีโอรสคือพระกจะ  พระพฤหัสจึงได้นำพระกจะไปฝากให้เป็นศิษย์ของพระศุกร์ทำนองเชื่อมสัมพันธไมตรี  ซึ่งก่อนหน้านั้นพระพฤหัสก็กำชับพระกจะไว้ ๒ ข้อ  คือให้ปรนนิบัติพระศุกร์เทพอย่างดีที่สุดและอย่าเอ่ยถามถึงมหาเวทสัญชีวนีประการหนึ่ง  และพยายามทอดสะพานให้นางเทวยานีหลงรักตนให้ได้อีกประการหนึ่ง   ซึ่งพระกจะก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพระบิดาทุกประการ

แรกๆพระศุกร์ก็คิดระแวงว่าพระพฤหัสอาจจะส่งโอรสมาล้วงความลับ  แต่เพราะพระกจะปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย  และไม่เคยเอ่ยปากถามถึงหรือแสดงท่าทีสนใจในสุดยอดมหาเวทนั้นเลย  พระศุกร์จึงเริ่มวางใจและเอ็นดูพระกจะ  จนเหล่าอสูรทั้งหลายสังเกตเห็นได้

เหล่าอสูรเห็นพระศุกร์เมตตาพระกจะโอรสพระพฤหัส  ก็เกรงว่าสักวันพระศุกร์อาจจะสอนมนต์สัญชีวนีให้พระกจะก็เป็นได้  จึงแอบประชุมกันและตกลงกันว่าจะสังหารพระกจะเสีย  แล้วเหล่าอสูรก็รอจนถึงจังหวะที่พระกจะอยู่พ้นหูพ้นตาพระศุกร์  และฆ่าพระกจะได้สำเร็จ

แต่ทว่านางเทวยานีได้มีใจให้พระกจะเสียแล้ว  เพราะตั้งแต่มาอยู่ในแดนอสูร  พระกจะก็แสดงความมีไมตรีให้เทวยานีดังคำบิดาสั่งไว้ทุกประการ  เมื่อบุรุษซึ่งนางหลงรักและนางเข้าใจว่าเขาเองก็มีใจรักนางตอบต้องมีอันเป็นไป  เทวยานีจึงมิอาจทนได้  นางจึงเข้าไปหาพระบิดาพลางร่ำไห้และขอให้ช่วยทำให้พระกจะฟื้นคืนกลับมา  ซึ่งพระศุกร์เทพก็ชุบชีวิตพระกจะให้ฟื้นคืนกลับมาตามที่ลูกสาวขอร้อง ทว่าเหล่าอสูรก็ยังไม่ยอมหยุด  พอพระกจะไปไกลหูไกลตาพระศุกร์อีก  พวกอสูรก็ฉวยโอกาสนั้นสังหารพระกจะอีกครั้ง  และเอาศพไปซ่อนไว้ในที่ลับอันไกลหูไกลตาทุกสรรพชีวิต  เวลาผ่านไปนางเทวยานีเห็นพระกจะหายไปนานจนน่าผิดสังเกต  ไปตามหาที่วิมานของพระพฤหัสก็ไม่พบ  ซ้ำพระพฤหัสเองก็ไม่ทราบว่าโอรสหายไปไหน  (ซึ่งโดยความจริงแล้ว พระพฤหัสท่านน่าจะทราบเรื่องทั้งหมดได้ด้วยทิพเนตรอยู่แล้ว แต่เพราะพระองค์ต้องการเดินหมากต่อไป จึงแกล้งทำเป็นไม่ทราบ)  นางเทวยานีจึงไปขอความช่วยเหลือจากพระบิดาด้วยความทุกข์ใจ  พระศุกร์เองก็เห็นด้วยว่าพระกจะหายไปนานจนผิดสังเกต  จึงส่องทิพเนตรตรวจหาดู  และพบว่าพระกจะถูกพวกอสูรสังหารและนำศพไปซ่อนไว้  จึงได้ไปยังที่แห่งนั้นและชุบพระกจะกลับมา

แต่พวกอสูรก็ยังไม่ยอมให้จบลงแค่นั้น  พวกมันจึงรอจนพระกจะอยู่ในที่อันห่างไกลจากการคุ้มครองของพระศุกร์  และสังหารพระกจะอีกครั้ง  และในคราวนี้พวกอสูรได้บดร่างพระกจะเป็นชิ้นๆ  และนำไปรวมกับเครื่องเสวยของพระศุกร์  ด้วยดำริกันตามวิสัยอสูรว่า  “ หากท่านอาจารย์ชุบไอ้กจะขึ้นมา  ท่านอาจารย์ก็ต้องตายเพราะ  ไอ้กจะจะต้องแหวกร่างท่านอาจารย์ออกมา  ดังนั้นระหว่างตัวเองกับศิษย์รักอย่างไอ้กจะ  ท่านอาจารย์ต้องเลือกตัวเองแน่นอน… ”

แล้วพระศุกร์ก็เสวยอาหารนั้นเข้าไปด้วยความไม่รู้ตามแผนของเหล่าอสูรทุกประการ  ฝ่ายนางเทวยานีเมื่อเห็นพระกจะหายไปนานจนผิดสังเกต  ก็ออกตามหาเช่นเดิมอีก  และเมื่อหาไม่พบ นางก็ไปขอความช่วยเหลือจากพระบิดาอีกครั้ง  พระศุกร์สอดส่องทิพเนตรและพบว่า  พระกจะถูกพวกอสูรฆ่าแล้วนำเนื้อมาให้พระองค์เสวย   บัดนี้พระกจะจึงอยู่ในท้องของพระองค์  ซึ่งหากพระองค์ชุบพระกจะขึ้นมา  พระองค์เองก็จะต้องตายแทน  จึงได้บอกเรื่องดังกล่าวให้นางเทวยานีทราบ  และให้นางเลือกว่า  “ระหว่างพ่อกับคนที่ตัวเองรัก จะเลือกใคร…? ”  ทว่านางเทวยานีได้ตกเป็นทาสความรักไปเสียแล้ว  แม้จะรักบิดาแค่ไหน  แต่ก็ไม่อาจตัดใจจากพระกจะได้เช่นกัน  นางจึงได้แต่ร่ำไห้อย่างน่าสงสาร  จนพระศุกร์ใจอ่อน ดุจต้นไผ่และต้นกล้วยที่มีชะตากรรมจะต้องอาสัญเพราะลูก  แต่พระศุกร์เองก็เป็นถึงปรมาจารย์ของเหล่าอสูร  หากจะต้องมาพินาศเพราะความคิดของศิษย์ตนเอง  ก็คงจะเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยิ่งนัก  พระองค์จึงระดมความคิดอย่างละเอียด  และแล้วพระองค์ก็เรียกดวงจิตของพระกจะมาคุย  และตกลงกันว่า  พระองค์จะชุบชีวิตให้พระกจะ  แต่พอพระกจะฟื้นขึ้นมาแล้ว  พระกจะจะต้องชุบพระองค์กลับมาด้วย  ดวงวิญญาณของพระกจะเล็งเห็นว่า “ ปลาที่พระบิดาของตนเฝ้ารอมานาน ได้ว่ายมาถึงหน้าไซแล้ว ” จึงรับปากตามนั้น

พระศุกร์จึงสอนมหาเวทสัญชีวนีให้พระกจะ  แล้วชุบพระกจะให้ฟื้นคืนกลับมา  และพระกจะก็แหวกร่างพระศุกร์ออกมาทำให้พระศุกร์ถึงแก่ความตายดังที่พวกอสูรคาดคะเนจริงๆ   แต่พระกจะเองก็เป็นลูกผู้ชายที่รักษาวาจาของตน  จึงได้ชุบพระศุกร์ให้ฟื้นกลับมา   จากนั้นพระกจะก็ลาพระศุกร์กลับไปอยู่กับพระพฤหัสดังเดิม   ส่วนนางเทวยานีที่หลงรักพระกจะจนไม่อาจตัดใจให้ขาดได้นั้น  พระกจะก็รับไว้เป็นชายาตามมารยาท และนับแต่นั้นมาทั้งฝ่ายเทพและฝ่ายอสูรต่างก็มีมนต์สัญชีวนีไว้ในครอบครอง กำลังรบจึงดูทัดเทียมกันจนฝ่ายอสูรต้องคิดหนักทุกครั้งที่จะมาท้ารบ  เทวาสูรสงครามจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นอีก   แต่เหล่าอสูรและเทพก็ยังคงเขม่นกันทำนอง “ สงครามเย็น ” เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน  และนั่นก็คือ ๑ ในวีรกรรมของพระพฤหัสในฐานะ “ เทพแห่งปัญญาผู้ยิ่งใหญ่ ”

อำนาจของพระพฤหัสต่อบุคคลหรือสถานที่อันมีฤกษ์แห่งดาวพฤหัสสถิตอยู่

(๑)   พระพฤหัสนั้นเป็นเทพแห่งปัญญา ดังนั้นหากเลข ๕ ของท่าน สถิตในตัวผู้ใด คนผู้นั้น

ต้องฉลาดเป็นกรดอยู่แล้ว (เผลอๆจะฉลาดเจ้าเล่ห์ หรือฉลาดแกมโกงอีกต่างหาก)

(๒) ด้วยเหตุที่เลข ๕ ของพระพฤหัส มีความหมายถึง ธาตุดินแห่งความอุดมสมบูรณ์

ดังนั้นหากเลข ๕ ของพระพฤหัสสถิตอยู่ในตัวผู้ใด คนผู้นั้นย่อมสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง (หล่อเก่ง ฉลาด หรือ สวยเก่ง ฉลาด ) และถ้าสถิตในเรื่องการงานก็ไม่ต้องกลัวตกงาน ถ้าสถิตในการเงินก็ไม่ต้องกลัวอับจน เป็นต้น

(๓)  หากเลข ๕ ของพระพฤหัสสถิตในตำแหน่งวาสนาบารมี หรือปาฏิหาริย์ของบุคคลใดก็

ตาม บุคคลนั้นจะเพียบพร้อมด้วยวาสนาบารมีที่ยิ่งใหญ่  และสามารถทำในสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจทำได้สำเร็จได้ง่ายๆ (เช่น การเข้าหาคนใหญ่คนโตหรือคนดังๆ แล้วตีสนิทเพื่อให้ช่วยเรื่องส่วนตัวของตนอย่างง่ายดาย และรวดเร็วเป็นต้น)  แต่ผลข้างเคียงของการมีเลข ๕ อยู่ในตำแหน่งวาสนาบารมี หรือปาฏิหาริย์ก็คือ จะทำให้คนผู้นั้นมีอีโก้จัด และหยิ่งผยองพอสมควร และในกรณีของผู้หญิง ก็จะทำให้มีบุคลิกบางส่วนคล้ายผู้ชายไปอีกด้วย

(๔)  เพราะเลข ๕ คือดินแห่งความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นผู้ที่มีเลข ๕ อยู่ในตัวทุกคน จะต้อง

ระวังเรื่องอ้วนให้ดีๆ เพราะมีหลายคนที่ตอนวัยรุ่น – วัยผู้ใหญ่ตอนต้น เป็นคนที่มีรูปร่างดี (แถมหล่อหรือสวยมากๆ) แต่เพียงแค่ปล่อยตัวไปไม่ถึง ๒ ปี ก็ทั้งฉุทั้งเผละจนหาเค้าความหล่อความสวยที่เคยมีไม่เจอ

(๕)  พลังด้านสุโภคะทั้งหลายอันได้จากเลข ๕ ของดาวพฤหัสนั้นแพ้ทางพลังบาปเคราะห์

เลข ๗ ของพระเสาร์อย่างสิ้นเชิง  ดังนั้นหากรู้ตัวล่วงหน้าว่าดาวเสาร์จะเข้ามาป่วน จงรีบเตรียมการป้องกันตัวให้รัดกุมที่สุด

Chrysalis: MA’AT (8 Justice)

Chrysalis_MAAT

ไพ่ใบนี้อาจเทียบเคียงได้กับไพ่ Justice ในไพ่สำรับ RWS (Rider-Waite-Smith) แต่มีความหมายแตกต่างออกไปบ้างซึ่งจะดูที่หน้าไพ่เป็นหลัก ในรูปนี้คือ MA’AT เป็นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมของอียิป ผู้ที่เปิดได้ไพ่ใบนี้แสดงถึงสภาพจิตใจที่กำลังต้องการความสมดุล (อาจเพราะเกิดความรู้สึกเสียสมดุลบางอย่างในชีวิต) ความหมายจากหนังสือคู่มือและความคิดเห็นส่วนตัวคือ

  1. เทพ MA’AT กางแขน แสดงถึงการโอบกอด ให้การปกป้องเหมือนแม่ที่ปกป้องลูก ให้ความรัก ความอบอุ่น ปกป้องความถูกต้อง ทำลายสิ่งชั่วร้าย
  2. ปีกขนนกกระจอกเทศแสดงถึงสัจจะแห่งความจริง
  3. ดอกบัวแสดงถึงการเกิดใหม่ ปัญญาอันบริสุทธิ
  4. การจะทำอะไรต้องคิดไตร่ตรองให้รอบครอบ เหมือนสิงโตเวลาล่าเหยื่อต้องค่อยๆ ย่อง